จัดการ ฝ้า กระ ผิวหมองคล้ำ ด้วยนวัตกรรมล่าสุด Picosecond & Nanosecond laser

ฝ้า คืออะไร?


  ฝ้า (Melasma) เป็นความผิดปกติที่พบได้บ่อย จากการเพิ่มของการผลิตเม็ดสีในเฉพาะจุด (hyperpigmentation) ทำให้มีสีผิวที่เข้มขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มี Fitzpatrick skin types III-IV พบได้บ่อยในชาวเอเชีย มีลักษณะเป็นปื้นหรือแผ่นสีน้ำตาลอ่อนถึงเข้ม พบมากที่สุดบนใบหน้า และยังสามารถพบได้บริเวณคอ หน้าอก รวมถึงแขน โดยผู้หญิงมีอัตราส่วนที่พบมากกว่าผู้ชายคือ 9:1 ส่วนสาเหตุที่แท้จริงของฝ้านั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด ตามทฤษฎีเชื่อว่าฝ้าเกิดจากการที่ เซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocytes) ที่อยู่ใต้ผิวหนังทำงานมากขึ้นกว่าปกติ จึงเกิดการสร้างเม็ดสี (Melanin) เพิ่มขึ้น
โดยปัจจัย ที่เพิ่มโอกาส เกิดฝ้า ได้แก่

  • ผิวคนเอเชีย โดยเฉพาะ Fitzpatrick skin type III-IV
  • เพศหญิง
  • การใช้ชีวิต การสัมผัสแสงแดด
  • ฮอร์โมนเพศ เช่น ในภาวะตั้ง ครรภ์ การทานยาคุมกำเนิด
  • พันธุกรรม เช่นมีประวัติครอบครัวเป็นฝ้า
  • เป็นโรคไทรอยด์
  • ปริมาณฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนต่ำ



ซึ่งแนวทางการรักษาฝ้าที่เป็นระดับเล็กน้อยจนถึงปานกลางอาทิเช่น

  • การลอกผิวในระดับตื้น : การลอกผิวด้วยสารเคมี (Chemical Peeling), การขัดผิวหน้าด้วยเกร็ดอัญมณี (Microdermabrasion) และ การใช้เลเซอร์/แสง (Laser/Light Therapy)
  • การกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวชั้นหนังกำพร้า : vitamin A acid, glycolic acid, salicylic acid
  • การยับยั้งการสังเคราะห์เม็ดสีเมลานิน : hydroquinone, arbutin, kojic acid, licorice, tranxemic acid
  • การลดการขนส่งเม็ดสีจากเซลล์เมลาโนไซด์ไปยังเซลล์ผิวชั้นหนังกำพร้า การทำลายเม็ดสีเมลานินภายในเซลล์ (เมลาโนไซด์, เคราติโนไซด์) : Q-switched laser, Fractional laser

โดย hydroquinone เป็นที่นิยมใช้อย่างแพร่หลาย สารอื่นๆเช่น Arbutin, Kojic acid, Licorice PT 40 มีความนิยมแต่ไม่มากเนื่องจากประสิทธิภาพต่ำกว่าในขณะที่ราคาสูงกว่า แต่อย่างไรก็ตามการใช้ hydroquinone เป็นระยะเวลาที่ยาวนานก็สามารถส่งผลให้เกิด rebound hyperpigmentation ได้ กล่าวคือมีสีผิวเข้มขึ้นกว่าเดิม และอาจเกิดฝ้าถาวรได้

โดยแนวทางการรักษามีเป้าหมายหลัก 3 ประการได้แก่ ลดความเข้มของเม็ดสีที่เกิดขึ้นแล้ว, ยับยั้งขบวนการที่ก่อให้เกิดเม็ดสีใหม่ และป้องกันการเกิดเม็ดสีขึ้นใหม่โดยควรหลีกเลี่ยงการกระตุ้นจากรังสียูวี

แต่ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีใดที่สามารถรักษาฝ้าให้หายขาดได้ เนื่องจากสาเหตุการเกิด และวิธีการแบบดั้งเดิม เช่น การใช้สาร hydroquinone, tretinion, glycolic, kojic acid , dermabrasions หรือการขัดผิวหน้าด้วยเกร็ดอัญมนีให้ผลเพียงบริเวณผิวหนังส่วนบน แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาฝ้าบริเวณที่ลึกลงไปในผิวหนังโดยเฉพาะในส่วน dermis

ดังนั้นการใช้เลเซอร์ในการแก้ปัญหาเม็ดสี จึงเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน



การศึกษาเกี่ยวกับการทำเลเซอร์ชนิดที่ทำให้ผิวชั้นนอกหรือหนังกำพร้าเกิดการลอก (Ablative laser resurfacing) ในการรักษาฝ้า พบว่าทำให้เกิดความเจ็บและระยะเวลาในการกลับมาเป็นปกติค่อนข้างใช้เวลา และอาจเกิดสีผิวไม่สม่ำเสมอขึ้นในภายหลัง หรือผลข้างเคียงที่รุนแรงคืออาจเกิดแผลเป็นได้ ดังนั้นเพื่อใหการรักษามีประสิทธิภาพ ระดับความลึกในการรักษาด้วยเลเซอร์เพื่อให้สามารถกำจัดเม็ดสีที่ต้นเหตุควรลงลึกถึงผิวหนังชั้น dermis ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการกรอผิว จะให้ผลได้ดีกว่า การทำเลเซอร์ชนิดที่ทำให้ผิวชั้นนอกเกิดอาการลอก (CO2 หรือ Erbium YAG laser ) ซึ่ง downtime ยาวนาน และผลข้างเคียงมีโอกาสเกิดขึ้นได้สูง นอกจากนี้ในการรักษาความผิดปกติของเม็ดสี การใช้เลเซอร์ที่อยู่บนพื้นฐานของหลักการ Selective Photothermolysis หรือ การทำให้เกิดความร้อนขึ้นในตำแหน่งที่ต้องการ เช่น
532 nm frequency-doubled Q-switched Nd: YAG (2-3 J/cm2), 694 nm Q-Switched ruby (6-8 J/cm2) or 755 nm Q-switched alexandrite laser (6-9 J/cm2) ผลยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก และในการใช้ Intense pulsed light (IPL) ซึ่งเป็นคลื่นแสงที่มีความยาวคลื่นกว้าง 515-1,200 nm มีการใช้อย่างกว้างขวางในการรักษาความผิดปกติของเม็ดสี ซึ่งไม่ใช่เลเซอร์จึงไม่ต้องทายาชา คลื่นแสงสามารถลงลึกได้บริเวณผิวส่วนบน รวมถึงส่วน dermis มีค่า pulse duration ในช่วงmillisecondจึงกระจายความร้อนได้ดีและลดผลข้างเคียงจากความร้อนที่อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ แต่อย่างไรก็ตามการรักษาความผิดปกติของเม็ดสีด้วย IPL ควรใช้ควบคู่กับการรักษาแบบ topical therapy หรือการทาครีมที่มีประสิทธิภาพเช่น hydroquinone และใช้กับฝ้าตื้นจะให้ผลการรักษาที่ดีกว่าผู้ที่เป็นฝ้าลึกและฝ้าผสม

  Q-switched laser เป็นเทคโนโลยี Minimally Selective Photothermolysis เนื่องจากมี pulse durations ที่สั้นมาก โดยสั้นกว่า IPL ประมาณ 1 ล้านเท่า โดย Q-switched NdYAG laser เริ่มมีใช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 อาทิเช่น ruby (694 nm), alexandrite (755 nm) และ neodymium-doped yttrium aluminum garnet (Nd:YAG; 532 nm หรือ 1064 nm) โดยเป็นเลเซอร์ที่ใช้ในการกำจัดไฝ, ขี้แมงวัน และรอยสัก จึงคาดว่าจะเป็นเลเซอร์ที่สามารถรักษาฝ้าได้ดีอีกเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามจากข้อจำกัดที่สามารถแก้ไขเฉพาะผิวหนังชั้น epidermis ดังนั้นในการรักษาฝ้าผลที่ได้จึงไม่เป็นไปตามเป้าหมายนัก โดยจากผลการศึกษาในการใช้ Q-switched ruby laserเพื่อรักษาฝ้าก็ยังไม่พบถึงการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นและยังพบว่ากลับมามีสีผิวเหมือนก่อนเข้ารับการรักษาในหลายเดือนต่อมา นอกจากนี้การศึกษา Q-switched alexandrite laser และ combined carbon dioxide (CO2) และ Q-switched alexandrite laser therapy ก็ยังไม่พบผลที่น่าพึงพอใจอีกเช่นเดียวกัน และยังพบผลข้างเคียงจากการรักษา ต่อมาได้มีการพัฒนา Q-switched laser ที่เรียกว่า low fluence หรือ subthermolytic Q-switched

  ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงซึ่งเป็นเลเซอร์ที่มีความถี่ลดลง และสามารถแก้ปัญหาเม็ดสี และรอยสัก ได้จำเพาะและลงถึงผิวหนังที่ลึกมากขึ้น และมีผลการรักษาความผิดปกติของเม็ดสีได้ดียิ่งขึ้น



Q-SWITCHED NDYAG LASER กับการรักษาเม็ดสีผิดปกติ

Q-switched Nd: YAG Laser คืออะไร

  Q Switched Nd:YAG Laser เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการรักษาเม็ดสีผิดปกติบริเวณที่อยู่ตื้นและส่วนที่่ลงลึก มี 2 ความยาวคลื่นในช่วงอินฟราเรดได้แก่ 1,064nm ใช้สำหรับเม็ดสีที่อยู่ลึก เช่น ฝ้า รอยสักสีดำสีน้ำเงิน และ 532 nm ใช้สำหรับเม็ดสีที่อยู่ตื้น เช่น ตกกระ รอยสักสีแดง

การทำงานของ Q Switch Nd:YAG laser

โดยการทำให้เม็ดสี หรือจุดด่างดำแตกกระจายโดยไม่ส่งผลผิวโดยรอบ โดยเม็ดสีจะดูดกลืนพลังงานจากเลเซอร์ เมื่อแตกกระจายเป็นชิ้นส่วนภายในเซลล์ผิวหนังจะถูกขับออกโดยขบวนการตามธรรมชาติของร่างกายโดยเซลล์เม็ดเลือดขาวซึ่งข้อดีของการใช้เลเซอร์คือลำแสงสามารถลงสู่ชั้นผิวที่ลึกกว่าการทาครีม การลอกผิวด้วยสารเคมี หรือการใช้ทรีทเม้นท์ที่ส่งผลเฉพาะผิวหนังชั้นบน

สำหรับความยาวคลื่นที่ ใช้ในการรักษาความผิดปกติของเม็ดสีคือ 1,064 nm ซึ่งสามารถลงลึกได้ถึงระดับผิวหนังชั้น dermis โดยหลักการของเม็ดสีที่แตกตัวจาก พลังงานแสงถูกดูดกลืนจนเกิดเป็นแรงดันโดยไม่ทำให้เกิดการสะสมความร้อนในบริเวณข้างเคียง แต่ก็เกิดผลกระทบต่อเซลล์ผิวหนังข้างเคียงได้บ้าง แต่พบได้น้อยกว่าการรักษาด้วย Q-switched laser แบบดั้งเดิม และสามารถพบการกลับมาเป็นซ้ำได้ แต่ไม่พบผลข้างเคียงที่รุนแรง ดังนั้น low-fluence Q-switched Nd:YAG laser จึงเป็นวิธีการรักษาฝ้าที่ปลอดภัย กว่า 60% ของผู้เข้ารับการรักษามีการตอบสนองที่ดี โดยพบว่า 30% สามารถกำจัดฝ้าได้เกือบทั้งหมด และพบว่ามีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำประมาณ 30% พบด่างขาวประมาณ 5% จึงควรใช้ควบคู่กับวิธีการอื่นด้วย รวมถึงวิธีการในการรักษาก็เป็นปัจจัยสำคัญเพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีด้วยเช่น

ทางคลินิกมีการใช้ low-fluence Q-switched Nd:YAG laser ความยาวคลื่น 1,064 nm ที่ spot size 6-8 mm, pulse 10 Hz, subsequent fluence 2.8-3.4 Joules/cm2) ทำบริเวณที่มีฝ้าและใช้เทคนิคเฉพาะในการเคลื่อนที่ระหว่างจุดเม็ดสี ซึ่งพบว่าหากฝ้าที่เกิดขึ้นอยู่บริเวณผิวหนังชั้นบนเป็นหลัก จะทำให้รอยดำดังกล่าวสีอ่อนลง ในขณะที่ผู้เข้ารับการรักษาจะรู้สึกอุ่นๆ หรือมีผิวหนังร้อนแดงได้บ้าง แต่จะหายภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง โดยควรกลับเข้ามารับการรักษาต่อเนื่องทุก 1-2 สัปห์ดา เพื่อป้องกันเม็ดสีเมลานินกลับมารวมตัวกัน ควรทำการรักษาประมาณ 8-10 ครั้ง โดยเฉพาะฝ้าลึก ควรทำมากกว่า 10 ครั้ง เพื่อให้จางลงอย่างชัดเจน รวมถึงใช้พลังงานในระดับสูงกว่าฝ้าตื้น และระหว่างการรักษาควรทาครีมบำรุงที่มีสารกลุ่ม whitening agents หลีกเลี่ยงแสงแดดและทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ

ดังนั้นจึงเป็นเลเซอร์ที่ให้ผลดีในการรักษา กระแดด กระตื้น กระลึก กระเนื้อ ปื้นสีน้ำตาล ไฝ ปานดำโอตะ ปานมองโกเลียน รอยดำหลังผิวหนังอักเสบ (Post inflammatory hyperpigmentation) ฝ้าถาวร (exogenous ochronosis) พบได้ในคนดำที่ใช้ไฮโดรควิโนนความเข้มข้นสูงทาต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน โดยผลข้างเคียงจากการรักษาสามารถพบได้บ้างอาทิเช่น รู้สึกเจ็บระหว่างการทำเลเซอร์ ซึ่งสามารถบรรเทาได้โดยการใช้ความเย็นหรือการแปะยาชา อาการแดง บวม คัน สามารถพบได้บ้างจะเกิดเพียงไม่กี่วันแล้วจะหายไปเอง หรือเกิดรอยดำที่มากขึ้น (hyperpigmentation) เนื่องจากเซลล์สร้างเม็ดสี (melanocyte) แตกกระจายออกจากการยิงเลเซอร์หรืออาจพบรอยด่างขาว (hypopigmentation) รอยแดงซึ่งพบได้ประมาณ 10% ของผู้เข้ารับการรักษา ซึ่งสามารถหายได้เอง





ทำไมการใช้เลเซอร์ในการรักษาฝ้า จึงไม่ตอบโจทย์ทั้งหมด?


  จากภาพโครงสร้างของผิวหนัง จะเห็นได้ว่าผิวหนังชั้นบนสุดซึ่งเรียกว่า Epidermis (ชั้นผิวหนังกำพร้า) จะมีเซลล์ keratinocyte ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่ผลิตเคราติน ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่พบได้ในเซลล์ผิวหนังปกติ เช่นเดียวกัน โดยปกติก็สามารถพบเม็ดสีเมลานิน ซึ่งถูกสร้างมาจากเซลล์เมลาโนไซด์ ซึ่งพบได้ในชั้นลึกของชั้นผิวหนัง Epidermis โดยเทคโนโลยีที่ใช้ในการรักษาที่มีความนิยมได้แก่ Q-switch laser ซึ่งอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าสามารถทำให้เม็ดสีแตกตัว โดยตรงเข้าไปยัง Melanosome ซึ่งเป็นถุงที่บรรจุเม็ดสีเมลานิน โดยอยู่บริเวณชั้นผิวหนัง Epidermis โดยไม่ทำให้เกิดรอยแดง รอยช้ำ และไม่ต้องพักหน้าภายหลังการรักษา จึงเป็นเลเซอร์ที่มีความนิยมอย่างสูง

แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสาเหตุของการเกิดฝ้า รวมถึงความผิดปกติของเม็ดสี ยังไม่ได้รับการแก้ไข Melanocyte ซึ่งเป็นต้นเหตุในการสร้างเม็ดสีเมลานิน ซึ่งอยู่บริเวณส่วนล่างของชั้นผิว deep epidermis และ dermis บางส่วน ไม่ถูกทำให้แตกตัว และยังสร้างเม็ดสีเมลานินปกติ จึงเป็นสาเหตุของการกลับมาเกิดฝ้าใหม่อย่างต่อเนื่อง



Picosecond laser คืออะไร ?


  Q-switched Nd: YAG Laser = Nano second laser เป็นเลเซอร์ที่มี pulse witdths ในระดับ nano seconds (ns) ส่งพลังงานแสงความถี่สูงที่ความเร็วสูงสุด 1 ต่อ พันล้านวินาที (Nano seconds range = one billionth of a second= 10-9 s)

นวัตกรรมเลเซอร์ล่าสุด picosecond laser เป็นเลเซอร์ที่มี pulse witdths ในระดับ pico seconds (ps) ส่งพลังงานแสงความถี่สูงที่ความเร็วสูงสุด1 ต่อ ล้านล้านวินาที (Pico seconds range = one-trillionth of a second=10 -12 s ) โดยทฤษฎีคือการที่มี pulse witdths ลดลงในระดับ pico seconds (ps) จึงเหนือกว่า Q-switched Laser ซึ่งมี pulse witdths ในระดับ nano seconds (ns) โดยการส่งพลังงานแสงความถี่สูง ultra-short picosecond pulses มี pulse witdths ที่แคบมากในระดับ pico seconds โดยมีเป้าหมายไปที่เม็ดสีภายในผิวหนัง จะทำให้มีอุณหภูมิสูงถึง 900° C ในระยะเวลาที่สั้นมากกระจายตัวไปยังเม็ดสี ทำให้เกิดแรง mechanical (acoustic) wave ซึ่งเป็นแรงดันมหาศาลจาก ซึ่งทำให้เม็ดสีแตกกระจายออกจากผลของแรงดัน มากกว่าผลจากอุณหภูมิ จึงไม่ทำให้เกิดการสะสมความร้อน ลดผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นกับเนื้อเยื่อโดยรอบ ซึ่งเป็นผลมาจาก photoacoustic effect เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นจนทำให้เม็ดสีแตกตัวละเอียดมากกว่าเทคโนโลยี Nano second laser และเม็ดสีดังกล่าวจะถูกกำจัดออกตามกลไกธรรมชาติของร่างกายได้อย่างง่ายดาย

เมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการลบรอยสัก Q-switched Nano second laser ได้ผลดีในรอยสักสีดำ ในขณะที่รอยสักหลายสี ประสิทธิภาพยังไม่ชัดเจน ในขณะที่ picosecond laser ซึ่งมี pulse witdths ที่สั้นมาก สามารถลบรอยสักหลายสีได้ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ถูกพัฒนาขึ้นในการลบรอยสัก ลดริ้วรอย และรักษาความผิดปกติของเม็ดสี

ทำไมการรักษาฝ้าด้วย Picosecond laser จึงอาจยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ?


ถึงแม้จะมีการใช้ Picosecond laser ในคลินิกหลายแห่ง และมีทฤษฎีที่สนับสนุน แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายจุดที่น่าติดตาม อาทิเช่น

  • Picosecond laser มีข้อมูลยืนยันในประสิทธิภาพที่สามารถลบรอยสัก ได้ดีกว่า Q-switched laser ซึ่งเป็น Nano second laser แต่ในการรักษาฝ้า รวมถึงความผิดปกติของเม็ดสี ยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนชัดเจน
  • หลักฐานทางการแพทย์ได้กล่าวถึง Picosecond laser ว่ายังไม่พร้อมสมบูรณ์ในการนำไปใช้รักษาฝ้า รวมถึงความผิดปกติของเม็ดสี หรือพูดง่ายๆว่า การใช้ Picosecond laser เป็นนวัตกรรรมล่าสุด และเป็น concept ใหม่ ข้อมูลสนับสนุน หลักฐานยืนยันยังไม่ strong มากเพียงพอ

จากตัวอย่างผลการทดสอบทางคลินิก (Jin et al., 2017) โดยวัดปริมาณเม็ดสีเมลานินหลังการรักษา 7 วันด้วยเลเซอร์ที่แตกต่างกันได้แก่ 1,064 nm Q-switched NdYAG laser, 532 nm Q-switched NdYAG laser, Picosecond 755 nm Alexandrite laser และกลุ่มควบคุม โดยพบว่า1,064 nm Q-switched NdYAG laser สามารถลดปริมาณเม็ดสีเมลานินได้ดีกว่า Picosecond 755 nm Alexandrite laser โดยวัดจากค่า Melanin index

ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ต้องการศึกษาต่อไป เพราะการเกิดฝ้า รวมถึงความผิดปกติของเม็ดสี มีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง เรียกว่าเป็น multifactorial ปัจจัยที่สามารถกระตุ้นให้เกิดฝ้ามีได้ตลอด ตราบใดที่ยังแก้ที่ต้นเหตุไม่ได้ การรักษาที่ปลายเหตุก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ 100% จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมการรักษาฝ้า ยังคงเป็นปัญหาระดับโลก ที่รักษาได้ยาก และยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำในอัตราที่สูง


(Sonthalia, S., 2014)

การใช้เลเซอร์และการรักษาด้วยแสง


  การใช้เลเซอร์และการรักษาด้วยแสงส่งผลโดยตรงต่อเม็ดสีเมลานิน และโมเลกุลที่อยู่ใต้ผิวหนัง แต่ไม่สามารถป้องกันการเกิดใหม่ของเม็ดสีได้ จากเซลล์เมลาโนไซด์ใต้ผิวหนัง ซึ่งยังคงถูกกระตุ้นอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยดังรูปด้านบน ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่า การใช้เฉพาะเลเซอร์รวมถึงลำแสง จึงไม่สามารถรักษาได้ทั้งหมด รวมถึงไม่ใช่ first line ในการรักษาด้วย ดังนั้นการเข้าใจกระบวนการในการเกิดฝ้า และปัจจัยที่กระตุ้นการเกิดฝ้า จึงมีความจำเป็นในการปรับวิธีการรักษาให้เหมาะกับผู้เข้ารับการรักษาแต่ละบุคคล



วิธีการใดคือแนวทางการรักษาฝ้าที่ดีที่สุด ?


  วิธีการรักษาฝ้าที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละบุคคลแตกต่างกันออกไป ตามเป้าหมายในการรักษาฝ้า เนื่องจากฝ้าเกิดจากหลายปัจจัย การรักษา และป้องกันแก้ไขที่ต้นเหตุจึงเป็นวิธีการที่ดีที่สุด ดังนั้นการรักษาด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่งจึงยังไม่ตอบโจทย์ในการรักษา เท่ากับวิธีการรักษาแบบ combination therapies ซึ่งต้องใช้หลากหลายวิธีการควบคู่กันไป โดยมีความจำเป็นหรือไม่จำเป็นที่ต้องใช้เครื่องเลเซอร์ราคาแพง เพราะสำหรับปัญหาความผิดปกติของเม็ดสีรวมถึงฝ้ามีหลายระดับ ซึ่งการใช้เฉพาะลำแสง เช่น IPL therapy รวมถึงเพียงยาทา หรือเมโสฝ้า ก็อาจจะเพียงพอในผู้เข้ารับการรักษาบางราย

ปัญหาความผิดปกติของเม็ดสีที่พบได้บ่อยมีอะไรบ้าง ?



กระ (Freckles)

กระแดด ( Sun spot/ Solar lentigo)

กระลึก (Hori’s Nevus)

ฝ้า (Melasma)

รอยดำหลังผิวหนังอักเสบ (post inflammatory hyperpigmentation)


"ปัญหาความผิดปกติของเม็ดสี ไม่ใช่เพียงฝ้าอย่างเดียว ส่วนใหญ่เจอมากกว่าปัญหาเดียว"


จุดด่างดำ ปื้นสีน้ำตาลที่พบได้บนผิวหนัง มีหลายชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามปัญหาที่พบ อาทิเช่น จุดด่างดำที่เกิดขึ้นตามอายุ (age spots), จุดด่างดำจากแสงอาทิตย์ (sunspots), สีผิวไม่สม่ำเสมอ, ฝ้า, กระ เป็นต้น ในคนไข้ 1 รายสามารถพบจุดด่างดำได้มากกว่า 1 ชนิดซึ่งแม้ว่าปัญหาเหล่านี้จะไม่ก่อให้เกิดอันตราย แต่ว่าก็เป็นปัญหาที่ไม่ค่อยมีใครชอบนัก โดยปัญหาของเม็ดสีเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป โดยสาเหตุหลักก็หนีไม่พ้นแสงแดด ดังนั้นการป้องกันที่ดีที่สุดก็คือการทาครีมกันแดด ควบคู่กับกการรักษาร่องรอยจุดด่างดำที่เกิดขึ้นแล้ว
ซึ่งจุดด่างดำมีชื่อเรียกแตกต่างกัน ตามปัจจัยที่เข้ามากระตุ้น ดังนั้นการเลือกใช้เลเซอร์เพื่อทำการรักษาจึงมีความแตกต่างกัน ซึ่งแพทย์ควรทำการวินิจฉัย และควรวางแผนในการรักษาเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย และลดความกังวลใจในปัญหาของคนไข้ได้ดียิ่งขึ้น


ลดปัจจัยที่กระตุ้นการเกิดฝ้า เม็ดสีหมองคล้ำ


ผลจากฮอร์โมน

  ผลจากฮอร์โมนที่กระตุ้นการเกิดฝ้า สามารถพบได้เมื่อมีการตั้งครรภ์ รวมถึงการทานยาคุมกำเนิด โดยเฉพาะปัญหาฝ้าในช่วงตั้งครรภ์พบได้บ่อยมาก โดยเม็ดสีผิดปกติจะจางลงหลังการคลอดบุตร ส่วนฝ้าที่เกิดจากการทานยาคุมกำเนิด ควรเปลี่ยนวิธีการคุมกำเนิดเพื่อแก้ปัญหาฝ้าดังกล่าว



การทาครีมกันแดดเป็นประจำ

  ควรเลือกทาครีมกันแดดแบบ broad-spectrum ที่ครอบคลุมทั้ง UVA และ UVB โดยควรมีค่า SPF 15 เป็นอย่างน้อย ทาก่อนออกแดดอย่างน้อย 20 นาที และควรมีการทาซ้ำระหว่างวัน โดยปัจจุบันครีมกันแดดมีหลายรูปแบบมากขึ้น การใช้แบบสเปรย์จึงเป็นทางเลือกหนึ่งเพื่อความสะดวกในการใช้ซ้ำระหว่างวัน



การลดความผิดปกติของเม็ดสีโดยแพทย์

  โดยแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยและจ่ายตามความเหมาะสม เพื่อยับยั้งที่ปัจจัยกระตุ้นการเกิดฝ้าซึ่งมีหลายปัจจัย โดยไฮโดรควิโนน ยังคงเป็น gold standard ในการรักษาเม็ดสีผิดปกติ เช่นฝ้า กระ จุดด่างดำ โดยมีประสิทธิภาพที่ช่วยลดความเข้มของเม็ดสี แต่ต้องระมัดระวังผลข้างเคียงจากการใช้ในระยะยาว โดยอาจมีการใช้แบบ combination เช่นใช้ร่วมกับ เรตินอยด์ เป็นต้นนอกจากนี้สารกลุ่มอื่น ที่ระดับการออกฤทธิ์น้อยกว่า อาทิเช่น อาร์บูติน, วิตามินซี กรดโคจิก ก็สามารถเลือกใช้ตามความเหมาะสม
  การทานยารักษาฝ้า ที่นิยมใช้คือ ทรานซามีน (Transamine) หรือ Tranexamic Acid ซึ่งถูกค้นพบโดยบังเอิญ กับประโยชน์ที่ใช้ในการรักษาฝ้า โดย Tranexamic Acid นั้นมีสารสำคัญอาทิเช่น lysine ซึ่งเข้าไปยับยั้งการผลิตเม็ดสีผิว และเกี่ยวข้องกับการมีผลในการยับยังขบวนการ Plasminogen activator แต่อย่างไรก็ตามกลไกยังไม่แน่ชัด



การลอกผิวด้วยสารเคมี (Chemical Peeling)

  การลอกผิวด้วยสารเคมีเป็นวิธีในการจัดการฝ้ารูปแบบหนึ่งเช่นเดียวกับการรักษาฝ้าด้วยลำแสง หรือด้วยเลเซอร์ สารเคมีที่ใช้ลอกผิวอาทิเช่น glycolic acid, Lactic acid, Jessner’s peel เป็นต้น โดยผลที่ได้จะส่งผลต่อผิวหนังชั้นบนหรือชั้นหนังกำพร้า ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่าปัญหาฝ้าส่วนใหญ่มีต้นเหตุมาจากชั้นที่ลึกถัดลงไปในชั้น dermis หรือหนังแท้ ซึ่งการใช้สารเคมีในการลอกผิวถึงชั้นหนังแท้อาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมาได้ เช่นการอักเสบของผิวหนัง เกิด PIH หรือรอยดำหลังการอักเสบ โดยเฉพาะในผิวหนังชาวเอเชียซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้มาก



ควรเริ่มรักษาฝ้าด้วยเลเซอร์เมื่อไหร่?
  • ฝ้าหรือความผิดปกติของเม็ดสีที่ดื้อต่อการรักษาด้วยครีมลดฝ้า หรือการทานยาเป็นเวลา 6-8 สัปห์ดา
  • เกิดความผิดปกติของเม็ดสีร่วมกับการเกิดฝ้า เช่น กระแดด, กระ,กระลึก
  • ผู้เข้ารับการรักษาต้องการหายจากฝ้าอย่างเร่งด่วน เช่น ไกล้ถึงงานสำคัญ ต้องการหายจากฝ้าภายในเาลาที่กำหนด จึงควรใช้เลเซอร์ร่วมด้วยในการรักษา




  โดยการรักษาด้วยเลเซอร์สามารถใช้เพียงเดี่ยวๆ หรือใช้ร่วมกับการรักษาอื่น และไม่จำเป็นต้องใช้เพียงเลเซอร์ชนิดเดียวทั้งนี้เพราะการเกิดฝ้าในแต่ละบุคคลมีปัจจัยที่แตกต่าง กันออกไป นอกจากนี้กลไกการเกิดฝ้ายังไม่เคลียร์ทั้งหมด รวมถึงระดับความผิดปกติ และระดับชั้นผิวหนังที่มีความผิดปกติและการตอบสนองต่อการรักษาฝ้ารวมถึงกลุ่มอาการเม็ดสีผิดปกติอื่นๆก็แตกต่างกันการวางแผนการรักษาในแต่ละบุคคลจึงต้องใช้ความชำนาญของแพทย์ผู้ทำการรักษาและความร่วมมือของผู้เข้ารับการรักษาโดยเฉพาะป้องกันปัจจัยในการเกิดใหม่ของฝ้าเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการหายจากฝ้าในเวลาอันรวดเร็ว และมีโอกาสในการกลับมาเป็นซ้ำที่ลดลง


ข้อควรรู้เกี่ยวกับเลเซอร์แก้ปัญหาเม็ดสี(LASER MELASMA TREATMENT FAQS)


Q : จะรู้ได้อย่างไรหากเกิดจุดสีน้ำตาลบนใบหน้าว่าคือฝ้า (melasma) หรือ กระแดด (sun spots)
A : สาเหตุของการเกิดฝ้าส่วนใหญ่มักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ดังนั้นจึงพบได้บ่อยในช่วงตั้งครรภ์ นอกจากนี้การทานยาคุมกำเนิดก็ส่งผลได้เช่นกันโดยเฉพาะในผู้หญิงที่ค่อนข้าง sensitiveต่อการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนซึ่งบางครั้งการเปลี่ยนยี่ห้อของยาคุมกำเนิดก็สามารถทำให้เกิดฝ้าหนักกว่าเดิม ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเมื่อระดับฮอร์โมนกลับมาป็นปกติ เช่นหลังจากคลอดบุตร หรือหยุดการทานยาคุมกำเนิดแล้ว ฝ้าก็จะค่อยๆจางลงในที่สุด ซึ่งการรักษาฝ้า จะเกิดขึ้นในกรณีที่การเกิดฝ้านั้นมีสาเหตุมาจากแสงแดด โดยไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับระดับของฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งการสัมผัสแสงแดดเป็นระยะเวลานาน สามารถทำให้เกิด ฝ้าแดด กระแดดได้ โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้นยิ่งมีโอกาสเกิดได้ง่ายขึ้น ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงแสงแดด โดยการป้องกันด้วยครีมกันแดด และสำหรับผู้ที่เกิดปัญหาขึ้นแล้วการรักษาฝ้าด้วยเลเซอร์มีความยากกว่าการรักษาจุดด่างดำจากแสงแดด แต่อย่างไรก็ตามก็สามารถรักษาได้ในที่สุด หากเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม และผู้เข้ารับการรักษาให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

Q : รอยแดงที่เกิดจากสิว สามารถรักษาด้วยเลเซอร์หรือไม่?
A : รอยแดงที่เกิดขึ้น เกิดจากการอักเสบในช่วงที่เป็นสิวและทิ้งร่องรอยไว้ ไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของเม็ดสีเมลานิน แต่เป็นเม็ดสีปกติที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ดังนั้นจึงสามารถรักษาให้หายได้ง่ายด้วยการใช้เลเซอร์

Q : หากเกิดฝ้าที่บริเวณลำคอ และลุกลามอย่างรวดเร็วไปบริเวณแขน ข้อศอก เป็นต้น การรักษาด้วยครีมทาฝ้า Triluma และการผลัดเซลล์ผิวด้วยสารเคมี แต่ไม่หายทั้งสองวิธี แล้วการรักษาด้วยเลเซอร์จะสามารถช่วยได้หรือไม่ ?
A : Protocols ที่ใช้ในการรักษาฝ้า กระ รอยดำ ของ BAC Clinic สามารถแก้ปัญหาการเกิดฝ้าได้มากกว่า โดยก่อนเริ่มการรักษาต้องมีการประเมินสาเหตุของการเกิดฝ้า เพื่อให้ทราบว่าฝ้าที่เกิดขึ้นมีความคงที่แล้วหรือยัง และทำการรักษาด้วยเลเซอร์ที่แตกต่างกัน ทั้งนี้เพื่อดูการตอบสนองของฝ้าต่อเลเซอร์ที่ใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกัน เนื่องจากการตอบสนองของฝ้ามีความแตกต่างกันตามชนิดของฝ้า ดังนั้นเพื่อให้ได้ผลดีที่สุดในการรักษาจึงต้องมีการประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเลือก protocols ที่มีประสิทธิภาพที่สุดต่อความผิดปกติของเม็ดสีในชั้นผิวหนังที่เกิดขึ้น

Q : ครีมทารักษาฝ้า ลดรอยดำ ที่มีในปัจจุบัน มีตัวใหนบ้าง ?
A: ในการรักษาฝ้า ลดรอยดำ การเลือกใช้ครีมขึ้นอยู่กับความรุนแรงของปัญหาเม็ดสีเป็นสำคัญ โดยสามารถใช้เพียงเดี่ยวๆ รวมถึงสามารถใช้ร่วมกันอาทิเช่น การใช้ 2 %hydroquinone ร่วมกับ azelaic acid, retinoic acid (tretinoin), kojic acid และในกรณีที่ปัญหารุนแรงสามารถพิจารณาใช้ HQในความเข้มข้นที่มากขึ้น หรือใช้ร่วมกับ tretinoin, corticosteroids, glycolic acid ด้วยเป็นต้น โดยรายชื่อครีมทาฝ้า ลดรอยดำ ที่มีในปัจจุบันอาทิเช่น
Azelaic acid 15%-20% (Azelex, Finacea)
Retinoic acid 0.025%-0.1% (tretinoin)
Tazarotene 0.5%-0.1% (Tazorac cream/ gel)
Adapalene 0.1%-0.3% (Differin gel)
Kojic acid
Lactic acid lotions 12% (Lac-Hydrin / Am-Lactin)
Glycolic acid 10%-20% creams (Citrix cream, NeoStrata)
Glycolic acid peels 10%-70%

แต่อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ครีมทาฝ้าบางชนิด ควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ ทั้งนี้เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่สามารถเกิดขึ้นได้หากใช้ไม่ถูกวิธี

รักษาฝ้า กระ จุดด่างดำ ด้วย Protocols ที่ได้ผล


ปรึกษาฟรีที่